ข้ามไปยังเนื้อหา

แพลตฟอร์ม

สิ่งที่ทำให้ ingfah โดดเด่นกว่าระบบทั่วไป ไม่ใช่แค่ตัวโมเดลภาษา แต่คือ “ชั้นประมวลผล” อัจฉริยะเบื้องหลัง ที่ทำให้ AI สามารถฟังเข้าใจ, ตอบสนองทันที และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

Voice Cortex: ขุมพลังประมวลผลเสียง

Voice Cortex คือเครื่องยนต์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ AI ของเราโต้ตอบได้ราวกับมนุษย์จริง

Noise Cancellation: ตัดเสียงรบกวนแบบ Real-time ไม่ว่าลูกค้าจะโทรมาจากกลางถนนหรือร้านกาแฟที่วุ่นวาย AI จะโฟกัสและได้ยินเฉพาะเสียงของลูกค้าเท่านั้น

Backchannel Classification: ฉลาดพอที่จะแยกแยะคำว่า “ค่ะ”, “ครับ”, “อืม” ว่าเป็นการตอบรับเพื่อแสดงการรับฟัง ไม่ใช่การขัดจังหวะเพื่อพูดแทรก ช่วยลดปัญหา AI ตัดบทสนทนา

Immediate Response: โต้ตอบด้วยเสียงกลับภายใน 500ms พร้อมเทคโนโลยี Filler Prediction ที่คาดเดาคำตอบล่วงหน้าได้ ทำให้บทสนทนาลื่นไหล ไม่มี Dead Air ที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังคุยกับบอต

Smart Insight: วิเคราะห์เจาะลึกทุกอินไซต์

ทำงานอยู่เบื้องหลังทุกการสนทนาแบบ Real-time เพื่อถอดเสียง, สรุปใจความ, วิเคราะห์เจตนา (Intent), สิ่งที่ต้องทำต่อ (Action) และอารมณ์ลูกค้า (Sentiment) ออกมาโดยอัตโนมัติ

หน้าจอ Analytics ของ ingfah

ข้อมูลอันล้ำค่าเหล่านี้ จะถูกจัดเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใน 3 แกนหลัก: 1) เป็น Data สำหรับเทรนพนักงาน 2) ตรวจสอบมาตรฐาน (Compliance) และ 3) เป็นรากฐานในการปรับปรุง CX เชิงกลยุทธ์ระยะยาว

Warm Transfer: โอนสายไร้รอยต่อ

เมื่อ AI ประเมินแล้วว่าลูกค้าต้องการคุยกับมนุษย์ หรือเคสมีความซับซ้อนเกินไป ระบบจะส่งต่อสายไปยังพนักงานทันที พร้อมแนบ “บริบท” ทั้งหมดไปด้วย

โดยวิเคราะห์จาก Trigger Words และความซับซ้อนของปัญหา ทำให้พนักงานที่รับสายต่อ มองเห็นทั้งสรุปเนื้อหาและอารมณ์ของลูกค้าบนหน้าจอ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกค้า “เริ่มเล่าใหม่ตั้งแต่ต้น”

Continuous Learning: ยิ่งใช้ ยิ่งฉลาด

ทุก ๆ Interaction ที่เกิดขึ้น คือ Data ชั้นดีที่ป้อนกลับเข้าไปสอน AI (Feedback Loops) เพื่อเพิ่มความแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น องค์ความรู้ที่ระบบรวบรวมได้ ยังถูกนำกลับมาใช้เพื่อยกระดับทักษะของพนักงาน และปรับกลยุทธ์ CX ขององค์กรได้อย่างยั่งยืน